Category: บทความ

  • Unpacking the green premium business strategy: The effect of environmental sustainability On customer behaviour

    Center for Strategy and Enterprise Competitiveness, King Mongkut’s University of Technology Thonburi

    Center for Strategy and Enterprise Competitiveness, King Mongkut’s University of Technology Thonburi

    This study examines the influence of Environmental, Social, and Governance (ESG) initiatives on Thai consumers’ willingness to pay a premium for instant coffee. Using a quantitative approach, data were collected through online surveys targeting Bangkok-based consumers familiar with ESG practices. The Cochran and Carroll (1953) formula determined a representative sample of 322 respondents. The survey included demographic details, behavioural intentions, and attitudes toward ESG initiatives, assessed via a five-point Likert

    scale. Results show that environmental factors significantly boost willingness to pay a premium  = 0.266). Although social initiatives, such as farmer support and health promotion, were not statistically significant, they contributed to brand loyalty. Governance initiatives, including supply chain transparency, positively influence brand perceptions, encouraging premium purchases. Findings highlight ESG practices as key drivers of positive brand experiences and pricing potential. Social media emerged as a cost-effective channel for promoting ESG initiatives. These insights suggest that companies that integrate ESG into their operations can strengthen customer trust, competitiveness, and sustainability, ensuring long-term business success.

    Keywords: ESG, Environmental, Social, Governance, Premium Price, Instant Coffee

    Read more: https://doi.org/10.22495/cbsrv6i3art8

  • Factors affecting consumers’ purchase decisions on green products in a developing market

    Center for Strategy and Enterprise Competitiveness, King Mongkut’s University of Technology Thonburi

    Center for Strategy and Enterprise Competitiveness, King Mongkut’s University of Technology Thonburi

    As consumers are reducing their usage of environmentally destructive resources owing to increasing concerns about environmental issues, businesses in an environmentally friendly market can exploit the resulting expansion opportunities. The most crucial factors affecting consumers’ purchasing decisions regarding green products are environmental awareness and social influences. Generally, the crucial factors that positively affect consumers’ intentions to purchase green products include social influence, knowledge of environmental issues, environmental attitude, marketing communication, and product design and variety. Based on the results, we recommend the following for organizations that do not promote green products: the establishment of strict regulations on environmentally friendly products the production of biodegradable products, the emphasis on local ingredients, the exploitation of various media to increase consumers’ awareness on green products and campaigns to reduce, refrain and stop the usage of environmentally harmful products.

    Keywords: green product; purchasing decision; developing market; environmentally friendly product; marketing communication; product design; environmental awareness; social influence; environmental issues; biodegradable products

    Read more: https://www.inderscience.com/jhome.php?jcode=wremsd

  • การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรและอิทธิพลของความผูกพันองค์กรต่อประสิทธิผลการทำงาน กรณีศึกษารัฐวิสาหกิจในประเทศไทย

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมความผูกพันองค์กรมีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กร และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยความผูกพันองค์กรส่งผลต่อประสิทธิผลการทำงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเพื่อรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากร รัฐสาหกิจแห่งหนึ่งในประเทศไทย จำนวน 525 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis)

    ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมความผูกพันองค์กรด้านภาพลักษณ์องค์กร ผู้บังคับบัญชา และความร่วมมือ ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และยังพบว่า ปัจจัยความผูกพันองค์กรทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการพูดถึงองค์กรในทางที่ดี (Say)  2) ด้านการคงอยู่เป็นพนักงาน (Stay) และ 3) ด้านการทำงานอย่างเต็มความสามารถ (Strive) มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

    คำสำคัญ: ความผูกพันองค์กร, บุคลากร, ประสิทธิผล, รัฐวิสาหกิจ

    อ่านเพิ่มเติม: https://so04.tci-thaijo.org/index.php/KAB/article/view/260735/182453

  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการจัดการสินค้าคงคลัง

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ธุรกิจคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ากำไรคือเป้าหมายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไรเกิดจากการบริหารรายได้และต้นทุนที่เหมาะสม ต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลีงเป็นหนึ่งใต้นทุนโลจิสติกส์ ดังนั้น ธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญในการจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการสูญเสียโอกาสในการขายและลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็น

    นำไปสู่การสร้างกำไรอย่างยั่งยืน ปริมานสินค้าคงคลังเป็นตัวชี้วัดเงินทุนของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งองค์กรจะนำข้อมูลจากการจัดการสินค้าคงคลังไปใช้ในการพยากรณ์ความต้องการสินค้าและวางแผนขยายธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ต่างให้ความสำคัญกับการจัดการสินค้าคงคลัง การจัดการสินค้าคงคลังยังต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมและติดตามของเสียหรือสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็น เช่น สินค้ามีความเสียหาย หรือสินค้าหมดอายุ เพื่อลดต้นทุนที่จะเกิดจากการถือครองสินค้าคงคลัง

    การบริหารสินค้าคงคลังทั้งที่เป็นวัตถุดิบ (Raw Materials) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตหรือแปรรูปเพื่อให้เกิดเป็นสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) ที่พร้อมจะนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้านั้น ควรมีการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับธุรกิจ หลักการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ เช่น การวางแผนการสั่งซื้อด้วยการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity: EOQ) ทั้งค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (Ordering Cost) และค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้า (Carrying Cost) ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด การคำนวณหาจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) วัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปที่เหมาะสมทั้งด้านเวลา และปริมาณความต้องการใช้ของธุรกิจ รวมถึงการกำหนดปริมาณสินค้าคงคลัง (Safety Stock) ที่เหมาะสมเพื่อให้มีสินค้าเพียงพอกับความต้องการของลูกค้า และบริหารจัดการสินค้าคงคลังไม่ให้มี Dead stock เพื่อให้วัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปไม่เสื่อมสภาพและล้าสมัย

    การลดปริมาณสินค้าคงคลัง สามารถใช้วิธีการผลิตสินค้าเมื่อมีความต้องการจากลูกค้าเท่านั้น เพื่อให้จำนวนสินค้าคงคลังเป็นศูนย์ (Zero Inventory) หรือให้มีปริมาณสินค้าคงคลังน้อยที่สุด ด้วยแนวคิดการผลิตและส่งมอบแบบทันเวลา JIT (Just In Time) นอกจากนี้ ธุรกิจบางประเภทยังสามารถใช้แนวคิดการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบ Vendor Managed Inventory (VMI) คือการให้ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายเป็นผู้บริหารสินค้าคงคลังแทน มีหน้าที่รับผิดชอบในการวางแผนการส่งสินค้า และการเติมเต็มสินค้า ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจัดเก็บสินค้าคงคลังได้

    ปัจจุบันมีเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการสินค้าคงคลังอยู่หลากหลาย อาทิ การใช้อุปกรณ์เฉพาะในการอ่านBarcode เพื่อลดระยะเวลาในกระบวนการทำงานตั้งแต่การรับสินค้า (Receiving) การจัดเก็บ (Storage) การขนย้ายสินค้าออก (Put Away) รวมทั้งการหยิบสินค้าตามคำสั่ง (Picking Order) และการจัดส่ง (Shipping) การระบุด้วยความถี่วิทยุ RFID (Radio Frequency Identification) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้การติดฉลากอิเล็คทรอนิคส์ (RFID Tags) ด้วยอุปกรณ์ที่มีชิพความจำพิเศษในการรวบรวมข้อมูล โดยการอ่านข้อมูลจะใช้เครื่องอ่าน (Reader) สัญญาณตามความถี่ของคลื่นสัญญาณวิทยุที่กำหนดไว้เฉพาะสามารถอ่านข้อมูลได้พร้อมกันตามปริมาณสินค้าที่ต้องการ เช่น การอ่านข้อมูลสินค้าทั้งพาเลท ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาชิพให้มีคุณภาพขึ้นสามารถอ่านข้อมูลสินค้าได้ทั้งตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ทราบข้อมูลผู้ผลิต วันที่ผลิต ส่วนประกอบ และสามารถตรวจสอบ ติดตาม บันทึกข้อมูลสินค้า รวมถึงตำแหน่งของสินค้าคงคลังได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำสูง นอกจากนี้ มีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการแบ่งปันข้อมูลในลักษณะ Virtual Inventory ซึ่งเป็นการสื่อสารเพื่อแบ่งปันข้อมูลสินค้าคงคลังของธุรกิจให้แผนกอื่นๆที่เกี่ยวข้องทราบ รวมถึงแบ่งปันข้อมูลให้ซัพพลายเออร์ขอองธุรกิจ โดยเป้าหมายของการแบ่งปันข้อมูลนี้เพื่อให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องทราบถึงสถานะและปริมาณของสินค้าคงคลังที่ถูกต้องอย่างเป็นปัจจุบัน (Real Time) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการผลิต การจัดซื้อ การเติมเต็มสินค้า เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการลดปริมาณการจัดเก็บสินค้าคงคลังของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    การพัฒนาธุรกิจ การบริหารจัดการสินค้าคงคลังในยุค 4.0 จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จาการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค สอดรับกับความสะดวกในการปฏิบัติงาน การลดความซับซ้อน ลดการสูญเปล่า ลดความสูญเสียที่เกิดจาก Human Error ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลกำไรและสร้างมูลค่าต่อธุรกิจ ดังนั้น ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน หรือผู้ปฏิบัติงานทั้งในแผนกจัดซื้อ แผนกวางแผนการผลิต แผนกผลิต แผนกคลังสินค้า และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จึงควรมีความรู้ ความเข้าใจหลักการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพต่อธุรกิจสูงสุด ท่านสามารถร่วมเรียนรู้และร่วมกิจกรรม Workshop การจัดการสินค้าคงคลังเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ด้วยองค์ความรู้ APICS Certified in Planning and Inventory Management Part II หรือ CPIM Part II เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการวางแผนการผลิตและการจัดการสินค้าคงคลังที่เป็นมาตรฐานสากล จากสถาบัน APICS ซึ่งเป็นองค์กรที่พัฒนาองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนชั้นนำระดับโลก โดยมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็น APICS Authorized Channel Partner

    อ่านเพิ่มเติม: https://logisticsmag.net/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0
    %B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-124859-digital-technology-for-inventory-management.html

  • การบริหารความเสี่ยงในธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์เคมีภัณฑ์

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบถความเสี่ยง ประเมินระดับความเสี่ยง และพัฒนาแผนบริหารความเสี่ยงในธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์เคมีภัณฑ์ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รูปแบบกรณีศึกษาเดี่ยว เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า ความเสี่ยงที่จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อลดโอกาสและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จึงนำมาสู่การพัฒนาแผนบริหารความเสี่ยง ดังนี้ 1) ความเสี่ยงการยืนยันคำสั่งซื้อของลูกค้าล่าช้า จัดการด้วยการกำหนดและสื่อสารกรอบเวลายืนยันคำสั่งซื้อให้ชัดเจน 2) ความเสี่ยงการจัดซื้อสินค้าไม่มีคุณภาพ จัดการด้วยการจัดหาผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดหาสินค้าที่มีคุณภาพ และ 3) ความเสี่ยงการจัดส่งสินค้าล่าช้า จัดการด้วยการปรับเวลาโหลดสินค้าของรถขนส่งให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในกรณีศึกษาธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์เคมีภัณฑ์ที่อยู่ในระดับปานกลางจำนวน 42 ความเสี่ยงและระดับต่ำจำนวน 4 ความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ควรมีแนวทางในการจัดการในลำดับถัดไปเพื่อลดโอกาสและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อองค์กร

    คำสำคัญ : การบริหารความเสี่ยง; ผู้ให้บริการโลจิสติกส์; เคมีภัณฑ์

    อ่านเพิ่มเติม : https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/253636

  • ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามแนวทางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อน ปัญหาทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับการให้ความสำคัญเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs)และปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจในการดำเนินธุรกิจของ SMEs 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านลักษณะธุรกิจของ SMEs ส่งผลต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และ 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจตามแนวทางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยรวม ซึ่งการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุเก็บข้อมูลด้วยแบบบสอบถามจาก SMEs จำนวน 148 ราย พบว่า SMEs ให้ความสำคัญกับเป้าหมายด้านแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนระดับมากที่สุด (  = 4.28) และปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจการดำเนินธุรกิจคือ ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ/กฎหมายระดับมากที่สุด (  = 4.27) นอกจากนี้ ยังพบว่า ธุรกิจผลิต ธุรกิจค้าส่ง และธุรกิจค้าปลีก ให้ควสามสำคัญด้านรับรองการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึงและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคน (SDGs4) การขจัดความยากจน (SDGs1) และการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDGs3) นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยด้านการขยายุรกิจเข้าสู่ตลาดที่เน้นเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจตามแนวทางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของ SMEs

    คำสำคัญ : เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน; การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน; วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

    อ่านเพิ่มเติม : https://so02.tci-thaijo.org/index.php/BECJournal/article/view/195202/164188

  • การเปลี่ยนผ่านนทางดิจิทัลขององค์กรรภาครัฐเพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จและเพื่อศึกษาอุปสรรคของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในองค์กรภาครัฐ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อค้นหาคำสำคัญและ จัดลำดับตามความถี่ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในองค์กรภาครัฐ คือ ด้านการให้ความสำคัญของผู้บริหารระดับสูงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุด โดยผู้บริหารต้องมีการกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการแปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และปัจจัยด้านบุคลากรในองค์กร คือ การมีส่วนร่วมในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในองค์กร ทั้งการทำความเข้าใจ การเรียนรู้ และการให้ข้อมูลที่สะท้อนปัญหาของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้องค์กรนำไปปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งองค์กรภาครัฐกรณีศึกษาเริ่มมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้จึงพบอุปสรรคของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กร ด้านข้อมูล คือ การจัดเก็บฐานข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์และการเก็บข้อมูลของแต่ละหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลมีความแตกต่างกัน และด้านผู้รับบริการที่ยังไม่มีความเขใจขั้นตอนหรหือกระบวนการรับบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ดังนัน้น องค์กรภาครัฐจึงควรให้การสนับสนุนบุคลากรด้วยการพัฒนาความรู้และทักษะเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในองค์กรภาครัฐ

    คำสำคัญ : ดิจิทัล; การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล; ความสามารถทางการแข่งขัน; ภาครัฐ

    อ่านเพิ่มเติม : https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/240133

  • การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลเพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันองค์กร กรณีศึกษา ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในองค์กร จําเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด ตั้งแต่การวางรากฐาน การกําหนดเป้าหมาย การดําเนินงานในส่วนต่าง ๆ และการส่งต่อคุณค่าให้แก่ผู้บริโภค งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รูปแบบกรณีศึกษาของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรกรณีศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกําหนดกลยุทธ์ การดํา เนินงานและใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการนําข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาหาความถี่และวิเคราะห์เนื้อหา

    ผลการศึกษา พบว่า แรงจูงใจที่ทําให้องค์กรกรณีศึกษามีการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ได้แก่ ความต้องการเพิ่มความรวดเร็วในทุกกระบวนการจนถึงการส่งมอบให้ลูกค้า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง จะได้รับประโยชน์ในด้านการตรวจสอบข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และข้อมูลมีความถูกต้องแม่นยํา และมีอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การขาดความร่วมมือระหว่างฝ่าย การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และการขาดทักษะความสามารถที่จําเป็นของบุคลากร ดังนั้น องค์กรจึงควรมีการสื่อสารให้บุคลากรเข้าใจและเห็นความสําคัญของการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้รวมถึงการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้มีความรู้ความสามารถพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การดําเนินงานขององค์กรบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันกับองค์กรอื่นในระดับสากลได้

    คําสําคัญ: ดิจิทัล; การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล; ความสามารถทางการแข่งขัน; ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

    อ่านเพิ่มเติม: https://so04.tci-thaijo.org/index.php/KAB/article/view/244950