หมวดหมู่: ความรู้

  • มองโลกปี 2050 กับ 4 ฉากทัศน์โลกอนาคต

    มองโลกปี 2050 กับ 4 ฉากทัศน์โลกอนาคต

    ปัจจุบันมีผู้บริหารองค์กรจำนวนมาก ยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะสั้น รายไตรมาส รายปี หรือ แผน 3 – 5 ปี แต่คำถามสำคัญ คือ “องค์กรของเราจะอยู่รอดและแข่งขันได้อย่างไรในปี 2050” 

    รายงาน Beyond Tomorrow: Four Scenarios for the World of 2050 ของ Boston Consulting Group (BCG) ชี้ให้เห็นว่า การมองอนาคตระยะยาวเป็นการเตรียมพร้อม เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ BCG ได้พัฒนา 4 ฉากทัศน์ของโลกปี 2050 จากการวิเคราะห์ Global Megatrends ด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และ สิ่งแวดล้อม 

    เพื่อให้ผู้นำองค์กรเข้าใจว่า อนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร มีหลายความเป็นไปได้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารในการเตรียมความพร้อมในการปรับแนวทางการทำงานหรือแม้กระทั่ง Business Model ให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 

    4 ฉากทัศน์โลกปี 2050

    1. AI Abundance โลกที่เต็มไปด้วย AI โดย AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของโลก เกิดความร่วมมือระดับโลก มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตสูง 

    ในฉากทัศน์นี้ AI ทำให้ประมาณการ GDP โลกเติบโตสูงถึงประมาณ 5% ต่อปี และผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อเทคโนโลยีสามารถจัดการข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ผลกระทบต่อธุรกิจที่จะเกิดขึ้น อาทิ เทคโนโลยีอาจจะไม่ใช่ความได้เปรียบอีกต่อไป 

    เพราะทุกคนเข้าถึงได้ จะเกิด “AI-only firms” ที่ไม่มีพนักงาน โมเดลธุรกิจต้องเปลี่ยนจาก Asset-heavy ที่มีสินทรัพย์ในมูลค่าสูง เป็น Platform & ecosystem ที่มีสินทรัพย์ถาวรน้อยและคล่องตัว ดังนั้น สิ่งที่องค์กรต้องทำ ได้แก่ เปลี่ยนเป็น AI-first organization ลงทุนใน Data ecosystem และ automation และสร้างความแตกต่างด้วย “Human touch” เช่น การนำผลวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจาก AI มาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และความไว้วางใจโดยใช้ความเป็นมนุษย์สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือกว่า 

    2. Battling Blocs โลกแตกเป็นขั้วอำนาจ โลกแบ่งออกเป็นกลุ่มประเทศที่แข่งขันและไม่ไว้วางใจกัน การค้าโลกหดตัว ซัพพลายเชนขาดออกจากกันเป็นส่วนๆ และรัฐมีบทบาทเหนือธุรกิจอย่างมาก การค้าโลกจะลดลงเหลือเพียงประมาณ 35% ของ GDP โลก จาก 57% ในปัจจุบัน 

    เมื่อภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวกำหนดธุรกิจ ผลกระทบต่อธุรกิจที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ Globalization สิ้นสุด ซัพพลายเชนต้อง Regionalization เน้นค้าขายกันในภูมิภาคมากขึ้น รัฐมีบทบาทสูง (State capitalism) สิ่งที่องค์กรต้องทำ คือ การสร้าง Operating model แบบ Multi-local กระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน และบริหารความสัมพันธ์กับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

    3. Climate Coalition โลกที่ร่วมมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศรุนแรง เศรษฐกิจเติบโตช้าลงแต่มีความยั่งยืนสูง การลงทุนมุ่งไปที่พลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างมาก 

    เมื่อความยั่งยืนมาก่อนการเติบโต รวมไปถึงต้นทุนสูงขึ้นจาก Carbon pricing การลงทุนเน้น ESG และ Green innovation และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค สิ่งที่องค์กรต้องทำ คือ การบูรณาการ ESG เข้าในกลยุทธ์หลักขององค์กร ลงทุนใน Green supply chain และสร้าง Business model ที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate risk) 

    4. Digital Darwinism โลกที่ธุรกิจครองอำนาจ บริษัทเทคโนโลยีมีอำนาจสูง ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น และการแข่งขันรุนแรงแบบ “ผู้ชนะกินรวบ” โลกนี้มีการแข่งขันสูง บริษัทใหญ่ครองตลาด และความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เมื่อผู้ชนะกินรวบผลกระทบต่อธุรกิจที่จะเกิดขึ้น

    ได้แก่ Platform dominance และ Winner-takes-all economy 
    จะเห็นได้ Platform รายใหญ่ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตคนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปอย่างขาดไม่ได้ ตลอดจน Talent เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด สิ่งที่องค์กรต้องทำ คือ การสร้าง Scale และ Network effect การลงทุนใน Talent และ Innovation และแข่งขันด้วย Speed มากกว่า Efficiency เป็นช่วงเวลาของผู้ที่เร็วกว่าเป็นผู้ได้เปรียบ 

    BCG ย้ำชัดว่า การวางแผนโดยคิดว่า อนาคตจะมีเพียงแบบเดียวเป็นความเสี่ยง ดังนั้น องค์กรที่ประสบความสำเร็จในอนาคต คือ องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วและยืดหยุ่น กลยุทธ์สำหรับองค์กรไทยสู่ปี 2050 จากการวิเคราะห์ของ BCG ผู้บริหารควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ใน 5 ด้านหลัก ได้แก่

    1. สร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นสูง (Adaptive Organization) โดยการใช้ Modular structure โครงสร้างองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยแบ่งการทำงานออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน สามารถนำมาเชื่อมโยง หรือประกอบกันเพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้ เปรียบเสมือนตัวต่อที่เลือกส่วนประกอบที่จำเป็นมาประกอบเข้าด้วยกันตามสถานการณ์ ลงทุนใน Digital infrastructure รองรับหลาย Scenario ได้พร้อมกัน 

    2. ปรับโครงสร้างธุรกิจสู่ Ecosystem จากการแข่งขันเดี่ยวสู่ความร่วมมือเป็นเครือข่าย สร้าง Partnership ทั้งในและต่างประเทศ เปิด Platform ให้ Third-party เข้ามาสร้าง Value เช่น AIS ปรับตัวจากผู้ให้บริการมือถือ (Telecom Operator) สู่ Cognitive Tech-Co 

    โดยสร้าง Ecosystem ผ่าน 5 Solutions ใหม่ที่ร่วมมือกับพันธมิตร Bridge Alliance เพื่อสร้างแพลตฟอร์มสื่อสาร (AIS CPaaS) ที่ครอบคลุมระดับสากล Open Platform เปิดให้ Third-party พัฒนาโซลูชันบนโครงข่าย AIS เช่น บริการส่ง SMS วีดีโอ หรือแอปพลิเคชันเฉพาะด้าน เชื่อมต่อธุรกิจกับลูกค้าผ่านระบบดิจิทัล ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น 

    3. ลงทุนในคนและเทคโนโลยีพร้อมกัน การลงทุนในการ Upskill/Reskill Workforce ให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับบริบทขององค์กรที่ต้องยืดหยุ่นและปรับตัวอยู่ตลอดเวลา สามารถผสมผสาน Human + Machine advantage ควบคู่กับการลงทุน AI Automation และ Data analytics 

    4. บริหารความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี องค์กรต้องมี Early warning system เพื่อจับสัญญาณล่วงหน้าและเตรียมแนวทางในการรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ

    5. สร้างความเชื่อมั่น (Trust) เป็นสินทรัพย์หลัก ในโลกอนาคตที่ซับซ้อน Trust คือ Competitive Advantage ใหม่ ประกอบด้วย ความโปร่งใส ความปลอดภัยข้อมูล และความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยเน้นยกระดับธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนต่างชาติและรายย่อย

    ในปี 2050 อาจเป็นโลกที่เทคโนโลยีรุ่งเรือง หรือโลกที่แบ่งขั้วรุนแรง หรือ โลกที่ต้องเสียสละเพื่อความยั่งยืน องค์กรที่ประสบความสำเร็จ คือ องค์กรที่ “พร้อมรับทุกความเป็นไปได้” การวางกลยุทธ์ในวันนี้ จึงไม่ใช่การเลือกอนาคตแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการสร้างองค์กรที่สามารถเติบโตได้ ไม่ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหนก็ตาม

    ที่มา : มองโลกปี 2050 กับ 4 ฉากทัศน์โลกอนาคต

  • องค์กรที่แข็งแกร่ง เริ่มต้นจากทีมงานที่มีความเป็นอยู่ที่ดี

    องค์กรที่แข็งแกร่ง เริ่มต้นจากทีมงานที่มีความเป็นอยู่ที่ดี

    ในยุคที่ความท้าทายรอบด้านส่งผลกระทบต่อทุกองค์กร การสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของทีมงาน (Well-being) จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะบุคลากรที่มีสุขภาวะที่ดีจะมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าเสนอไอเดียใหม่ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

    คำถามสำคัญที่สุดคือ…
    วันนี้คุณในฐานะผู้บริหาร ได้ทำอะไรแล้วบ้างเพื่อสร้าง Well-being ให้กับทีมงานของคุณ?

    บทความโดย : ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ
    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร (STECO), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    เผยแพร่ใน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

  • ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม

    ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม

    ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกขาดจากกันไม่ได้ สงครามในภูมิภาคหนึ่งอาจกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลไปทั่วโลกภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในช่วงเวลานี้เป็นตัวอย่างล่าสุดของปรากฏการณ์ดังกล่าว เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เส้นทางเดินเรือ และระบบซัพพลายเชนโลกอย่างรวดเร็ว รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามในตะวันออกกลางจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือ “Stress test” ครั้งสำคัญของซัพพลายเชนโลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency) มากกว่าความยืดหยุ่นต่อวิกฤต (Resilience) เมื่อจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยง การสะดุดของซัพพลายเชนจึงสามารถลุกลามจากตลาดพลังงานไปสู่ภาคการผลิต การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สงครามจะจบลงเมื่อใด” แต่คือ “ธุรกิจทั่วโลกพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับซัพพลายเชนในยุคสงคราม”

    หัวใจของผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบหนึ่งในสามของการค้าพลังงานทางทะเลของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นมูลค่าพลังงานมากกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ LNG และพลังงานรูปแบบอื่นรวมกันอาจมีมูลค่าการค้าผ่านเส้นทางนี้มากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

    หรืออีกนัยหนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเหมือน “วาล์วควบคุม” ของระบบพลังงานโลก เมื่อเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่ การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงถูกกระทบโดยทันที ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก และบริษัทประกันภัยทางทะเลหลายแห่งหยุดให้ความคุ้มครองเรือที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าว ผลกระทบที่ตามมาคือการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปยังแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งเพิ่มระยะทางและต้นทุนการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ

    แม้สงครามจะยังดำเนินอยู่และยังไม่มีตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจน แต่จากแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของ IMF และธนาคารกลางยุโรป (ECB) สามารถประเมินผลกระทบเบื้องต้นได้ในหลายมิติ ประกอบด้วย

    1. ผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    IMF เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตประมาณ 3.3% ในปี 2026 แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้แนวโน้มดังกล่าวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่การวิเคราะห์ของ ECB ชี้ว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 14% อัตราเงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้น 0.5% และอัตราการเติบโตของ GDP อาจลดลง 0.1% เมื่อคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจโลกที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ การลดลงของการเติบโตเพียง 0.1% อาจหมายถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์

    2. ผลกระทบจากราคาพลังงาน

    ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นทันทีหลังเกิดความตึงเครียด โดยบางช่วงเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% นักวิเคราะห์พลังงานหลายสำนักประเมินว่า หากการส่งออกพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเพียง 10–20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเพิ่มต้นทุนพลังงานของโลกมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

    3. ผลกระทบต่อการค้าโลก

    ระบบโลจิสติกส์โลกมีมูลค่าการค้าทางทะเลมากกว่า 90% ของการค้าโลกทั้งหมด หากเส้นทางสำคัญถูกปิดหรือมีความเสี่ยงสูง ค่า freight จะเพิ่มขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น Inventory shortages จะเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม จากการเปรียบเทียบกับวิกฤตโควิด การหยุดชะงักของการค้าโลกเพียง 7–10% สามารถสร้างความเสียหายมากกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันมากกว่า 80% ของการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์ อัตราเงินเฟ้อ ภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ปิโตรเคมี ยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป ซึ่งล้วนพึ่งพาวัตถุดิบจากตลาดโลก

    ในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องปรับแนวคิดซัพพลายเชนจาก Efficiency สู่ Resilience ด้วยการกระจายแหล่งซัพพลายเออร์ ลดการพึ่งพา supplier เพียงประเทศเดียว อีกทั้งเพิ่ม Strategic Inventory สร้าง buffer stock สำหรับวัตถุดิบสำคัญ การประยุกต์ใช้ Digital Supply Chain ใช้ AI และระบบติดตามซัพพลายเชนแบบ real-time ตลอดจนการหันมามองเพื่อนบ้านรอบตัว เพื่อสร้าง Regional Supply Chains พัฒนาเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค เช่น ASEAN

    สงครามอิสราเอล–อิหร่านกำลังตอกย้ำบทเรียนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ระบบซัพพลายเชนที่ถูกออกแบบเพื่อ ต้นทุนต่ำที่สุด อาจไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในยุคที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น องค์กรที่สามารถสร้างซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นที่สุด จะเป็นองค์กรที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันมากที่สุด สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือการพัฒนาระบบซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงและสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่คือบริษัทที่ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ในวันที่โลกกำลังเผชิญสงคราม

    ที่มา : ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม