ป้ายกำกับ: วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ

  • STECO KMUTT จัดอบรมหลักสูตร “Goal-Oriented Management รุ่น 4”

    STECO KMUTT จัดอบรมหลักสูตร “Goal-Oriented Management รุ่น 4”

    วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร (STECO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดอบรมหลักสูตร Goal-Oriented Management – การบริหารแบบมุ่งเป้า รุ่น 4  ให้แก่ผู้บริหารจากภาครัฐและภาคเอกชน ณ โรงแรมไอบิส สไตล์ กรุงเทพ รัชดา เพื่อเสริมแนวคิดและทักษะด้านการบริหารเชิงเป้าหมายให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรจากภาครัฐและภาคเอกชน โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางแข่งขันองค์กร (STECO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานที่เน้น “ผลลัพธ์” ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร และสามารถติดตามผลได้จริง

    โดยเนื้อหาการอบรมมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้แนวคิด Goal-Oriented Management ให้สอดรับกับบริบทการทำงานในยุคที่องค์กรต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยครอบคลุมทั้งการตั้งเป้าหมายด้วยแนวคิด SMARTER และ OKRs เทคนิคการสื่อสารเป้าหมายเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมภายในทีม รวมถึงแนวทางการติดตามผลและปรับแผนการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์

    ภายในกิจกรรมมีทั้งการบรรยายเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้เข้าร่วม และ Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้ทดลองวางแนวทางการเชื่อมโยงเป้าหมายองค์กรสู่ระดับทีมงานและการปฏิบัติงานจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ผลลัพธ์ร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดแนวคิดการบริหารให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ทำงานที่ท้าทายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร (STECO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรด้านการบริหารและการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลักสูตร Goal-Oriented Management ในรูปแบบ In-House Training ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละองค์กร มุ่งเสริมศักยภาพบุคลากรในการกำหนดเป้าหมาย การเชื่อมโยงกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ และการขับเคลื่อนผลลัพธ์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง

    สำหรับหลักสูตร Goal-Oriented Management (การบริหารแบบมุ่งเป้า) รุ่น 5 จะจัดขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมไอบิส สไตล์ กรุงเทพ รัชดา โดยเปิดรับผู้บริหารและผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการพัฒนาทักษะด้านการบริหารเชิงเป้าหมายและการขับเคลื่อนองค์กรสู่ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมได้ที่ https://steco.kmutt.ac.th/goal-oriented-management-5/

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    โทร : 064-749-9629 , 02-470-9644 คุณสุพิชฌาย์
    Mail : steco.edu@mail.kmutt.ac.th

  • ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม

    ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม

    ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแทบจะแยกขาดจากกันไม่ได้ สงครามในภูมิภาคหนึ่งอาจกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลไปทั่วโลกภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในช่วงเวลานี้เป็นตัวอย่างล่าสุดของปรากฏการณ์ดังกล่าว เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เส้นทางเดินเรือ และระบบซัพพลายเชนโลกอย่างรวดเร็ว รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามในตะวันออกกลางจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือ “Stress test” ครั้งสำคัญของซัพพลายเชนโลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency) มากกว่าความยืดหยุ่นต่อวิกฤต (Resilience) เมื่อจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยง การสะดุดของซัพพลายเชนจึงสามารถลุกลามจากตลาดพลังงานไปสู่ภาคการผลิต การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สงครามจะจบลงเมื่อใด” แต่คือ “ธุรกิจทั่วโลกพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับซัพพลายเชนในยุคสงคราม”

    หัวใจของผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบหนึ่งในสามของการค้าพลังงานทางทะเลของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นมูลค่าพลังงานมากกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ LNG และพลังงานรูปแบบอื่นรวมกันอาจมีมูลค่าการค้าผ่านเส้นทางนี้มากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

    หรืออีกนัยหนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเหมือน “วาล์วควบคุม” ของระบบพลังงานโลก เมื่อเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในพื้นที่ การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงถูกกระทบโดยทันที ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก และบริษัทประกันภัยทางทะเลหลายแห่งหยุดให้ความคุ้มครองเรือที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าว ผลกระทบที่ตามมาคือการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปยังแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งเพิ่มระยะทางและต้นทุนการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ

    แม้สงครามจะยังดำเนินอยู่และยังไม่มีตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจน แต่จากแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของ IMF และธนาคารกลางยุโรป (ECB) สามารถประเมินผลกระทบเบื้องต้นได้ในหลายมิติ ประกอบด้วย

    1. ผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    IMF เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตประมาณ 3.3% ในปี 2026 แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้แนวโน้มดังกล่าวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่การวิเคราะห์ของ ECB ชี้ว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 14% อัตราเงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้น 0.5% และอัตราการเติบโตของ GDP อาจลดลง 0.1% เมื่อคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจโลกที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ การลดลงของการเติบโตเพียง 0.1% อาจหมายถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์

    2. ผลกระทบจากราคาพลังงาน

    ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นทันทีหลังเกิดความตึงเครียด โดยบางช่วงเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% นักวิเคราะห์พลังงานหลายสำนักประเมินว่า หากการส่งออกพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเพียง 10–20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเพิ่มต้นทุนพลังงานของโลกมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

    3. ผลกระทบต่อการค้าโลก

    ระบบโลจิสติกส์โลกมีมูลค่าการค้าทางทะเลมากกว่า 90% ของการค้าโลกทั้งหมด หากเส้นทางสำคัญถูกปิดหรือมีความเสี่ยงสูง ค่า freight จะเพิ่มขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น Inventory shortages จะเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม จากการเปรียบเทียบกับวิกฤตโควิด การหยุดชะงักของการค้าโลกเพียง 7–10% สามารถสร้างความเสียหายมากกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันมากกว่า 80% ของการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์ อัตราเงินเฟ้อ ภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ปิโตรเคมี ยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป ซึ่งล้วนพึ่งพาวัตถุดิบจากตลาดโลก

    ในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องปรับแนวคิดซัพพลายเชนจาก Efficiency สู่ Resilience ด้วยการกระจายแหล่งซัพพลายเออร์ ลดการพึ่งพา supplier เพียงประเทศเดียว อีกทั้งเพิ่ม Strategic Inventory สร้าง buffer stock สำหรับวัตถุดิบสำคัญ การประยุกต์ใช้ Digital Supply Chain ใช้ AI และระบบติดตามซัพพลายเชนแบบ real-time ตลอดจนการหันมามองเพื่อนบ้านรอบตัว เพื่อสร้าง Regional Supply Chains พัฒนาเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค เช่น ASEAN

    สงครามอิสราเอล–อิหร่านกำลังตอกย้ำบทเรียนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ระบบซัพพลายเชนที่ถูกออกแบบเพื่อ ต้นทุนต่ำที่สุด อาจไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในยุคที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น องค์กรที่สามารถสร้างซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นที่สุด จะเป็นองค์กรที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันมากที่สุด สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือการพัฒนาระบบซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงและสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่คือบริษัทที่ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ในวันที่โลกกำลังเผชิญสงคราม

    ที่มา : ซัพพลายเชนในห้วงเวลาแห่งสงคราม

  • STECO KMUTT จัดอบรมหลักสูตร “Goal-Oriented Management รุ่น 3”

    STECO KMUTT จัดอบรมหลักสูตร “Goal-Oriented Management รุ่น 3”

    วันที่ 19 มกราคม 2569 ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร (STECO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดอบรมหลักสูตร Goal-Oriented Management – การบริหารแบบมุ่งเป้า รุ่น 3  ให้แก่ผู้บริหารจากภาครัฐและภาคเอกชน ณ โรงแรมไอบิส สไตล์ กรุงเทพ รัชดา โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางแข่งขันองค์กร (STECO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งได้ถ่ายทอดแนวคิดการบริหารที่เน้นการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์องค์กร การทำความเข้าใจคุณค่าของการบริหารแบบมุ่งเป้าในยุค VUCA การตั้งเป้าหมายด้วยหลัก SMART/ SMARTER และ OKRs การเสริมภาวะผู้นำในการสื่อสารและสร้างแรงจูงใจให้ทีม ตลอดจนการติดตามความก้าวหน้าและปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์

    กิจกรรมการอบรมประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการนำหลักการบริหารแบบมุ่งเป้าไปปรับใช้ในการบริหารจัดการองค์กร และสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายจากระดับองค์กรสู่ระดับปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร (STECO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ให้บริการหลักสูตร Goal-Oriented Management ในรูปแบบ In-House Training มุ่งพัฒนาบุคลากรให้สามารถกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน แปลงกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้อย่างเป็นรูปธรรม ถ่ายทอดโดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กรสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    โทร : 064-749-9629 , 02-470-9644 คุณกวิตา
    mail : steco.edu@mail.kmutt.ac.th