ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่การคิดนอกกรอบ แต่ต้องคิดให้อยู่รอด และไปให้ไกลกว่าเดิม ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งกว่าแสง องค์กรต่างๆ ถูกกดดันให้ต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” อยู่ตลอดเวลา ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จึงกลายเป็นหนึ่งใน “ทรัพย์สิน” ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กรยุคนี้ แต่คำถาม คือ “จะสร้างสรรค์อย่างไรไม่ให้หลงทาง?”
ความสร้างสรรค์ที่ไม่เข้าใจองค์กร คือ ความวุ่นวาย
หลายองค์กรอยากจะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แต่กลับเริ่มจาก “สิ่งที่เทรนด์บอกว่าเจ๋ง” มากกว่าเริ่มจาก “รากเหง้าขององค์กร” และ “สิ่งที่ลูกค้าต้องการ” ส่งผลให้เกิดโปรเจกต์ที่อาจดูดี แพง และน่าตื่นตา แต่กลับไม่ตอบโจทย์ใดๆ เลย บางองค์กรตัดสินใจลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง เพราะอยากดูทันสมัย แต่พนักงานส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ลูกค้าก็ไม่ใช้หรือใช้ก็ไม่เห็นประโยชน์ สุดท้ายเสียทั้งเงิน เวลา และความเชื่อมั่นของทีม
สิ่งที่จำเป็นต้องเข้าใจก่อนจะคิดอะไรสร้างสรรค์ ต้องเริ่มจากความเข้าใจองค์กรอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าเราเป็นใคร จุดแข็ง จุดอ่อนอยู่ตรงไหน เป้าหมายปลายทางคืออะไร สร้างสรรค์ ไม่ใช่ ฟุ้งซ่าน หลายองค์กรติดกับดักของความ “แปลกใหม่” โดยลืมถามว่า “ใหม่แล้วได้อะไร?” แนวคิดสร้างสรรค์ที่ดี ต้องไม่ใช่แค่ความคิดลอยๆ ที่หลุดจากบริบทองค์กร แต่ต้องมี “รากฐาน” และ “เป้าหมาย” ฟุ้งซ่าน คือ การคิดโดยไม่รู้จุดเริ่มต้นและปลายทาง ต่างกับสร้างสรรค์ คือ การคิดอย่างมีทิศ มีทาง และวัดผลได้
สร้างสรรค์ต้องสอดคล้อง ไม่ใช่สะเปะสะปะ
Creativity ไม่ใช่การโยนไอเดียในอากาศแล้วหวังว่ามันจะเวิร์ก แต่ต้องเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับ “กลยุทธ์” และ “ทิศทางองค์กร” อย่างแนบแน่น ถ้าจะเปลี่ยน ต้อง “ดีกว่า” เดิม หรือไม่ก็ “ถูกกว่า” เร็วกว่า หรือ “ตรงใจลูกค้า” มากกว่าเดิม เช่น บริษัท Netflix เริ่มจากธุรกิจเช่าวิดีโอออนไลน์ เปลี่ยนมาเป็นสตรีมมิ่ง เปลี่ยนอีกครั้งมาเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ของตัวเอง ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางของเทคโนโลยี
สร้างสรรค์อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “มีเป้าหมาย” และ “วัดผลได้”
หลายองค์กรตกหลุมพรางของคำว่า “สร้างสรรค์” จนหลงลืมคำว่า “คุ้มค่า” เพราะคิดว่าแค่ทำอะไรแปลกใหม่ก็พอแล้ว โดยไม่ได้ตั้งคำถามว่าสร้างสรรค์ไปเพื่ออะไร? ลูกค้าได้อะไร? องค์กรได้อะไร? ทำแล้ววัดผลอย่างไร? ทุกความคิดสร้างสรรค์ ควรมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น เพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ฯลฯ แน่นอนว่าไอเดียใหม่ย่อมมีโอกาสล้มเหลว แต่องค์กรต้องเรียนรู้ที่จะ “ล้มแล้วลุก” อย่างชาญฉลาด ไม่ใช่ล้มแล้วล้มอีกซ้ำจุดเดิม เพราะเราไม่มีทรัพยากรเหลือเฟือให้ลองผิดซ้ำไปซ้ำมา
– พลาดได้ เพราะการไม่เคยพลาด คือ การไม่เคยกล้า
– ต้องเรียนรู้ วิเคราะห์และปรับให้ดีขึ้น
– ต้องสื่อสาร ให้คนในองค์กรเข้าใจ ไม่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง
ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีต้อง “ขาย” เป็น ต้องสื่อสารให้คนในและคนนอกองค์กรเห็นคุณค่า เห็นผลลัพธ์ และเข้าใจว่าทำไมมันจึงสำคัญ เพราะไอเดียดีที่ไม่มีใครเข้าใจ คือ ไอเดียที่ล้มเหลว อีกหนึ่งข้อพลาดของคนที่ “คิดสร้างสรรค์” คือ คิดแล้ว กลัวถูกวิจารณ์ จนพลาดโอกาสพัฒนาไอเดียให้ดีขึ้น Creativity ที่ดีไม่ใช่แค่กล้าเสนอ แต่ต้องกล้ารับฟัง
เมื่อเสนอไอเดีย ควรพร้อมเปิดรับความคิดเห็นโดยไม่มีอีโก้ เพราะคนรอบข้างอาจมองเห็นมุมที่เรามองไม่เห็น ทั้งจากฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายขาย ลูกค้า หรือแม้แต่พนักงานระดับปฏิบัติการ จัดวงคุยแบบ Feedback Loop เล็กๆ ลองฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ อาทิ ผู้ใช้งานจริง ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการ ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องทรัพยากร
ในโลกธุรกิจยุคใหม่ การสร้างสรรค์ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” แต่การสร้างสรรค์จะไม่มีความหมายเลย ถ้าองค์กรใช้แบบไม่เข้าใจ ใช้แบบไม่มีเป้าหมาย ใช้แบบไม่รับผิดชอบ Creativity ที่แท้จริง คือ การเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม โดยไม่ลืมว่าเรากำลังเดินทางไปไหน
เรียบเรียงโดย: ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ
ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1KWjPVH625/



